วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554
ขั้นตอน/วิธีการค้นหาข้อมูล
ปัจจุบัน ความรู้กลายเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับองค์กรต่างๆมากกว่าทรัพยากรด้านการเงิน สถานที่ตั้งทางการตลาด เทคโนโลยีหรือทรัพย์สินอื่นๆ ความรู้เป็นทรัพยากรหนึ่งที่สำคัญมากในหารดำเนินการในองค์กร เพราะความรู้ หรือข้อมูลที่มีในองค์กรจะสามารถทำให้การทำงานเป็นไปอย่างมีระบบขั้นตอน ส่งผลให้การทำงานเกิดประสิทธภาพและประสิทธิผลอย่างที่ควรจะได้รับ ดังนั้นการที่จะให้องค์กรทำงานได้อย่างบรรลุเป้าหมาย คือ ต้องจักการบริหารความรู้และข้อมูลที่มีอยู่ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยความรู้ทีได้มา อาจจะมีวิธีการค้นหามาจากหลายวิธี ดังเช่นต่อไปนี้ เป็นวิธีการสืบค้นข้อมูลมาใช้งาน
1. จากพันธมิตร คู่ค้า การหาข้อมูลจากคู้ค้าหรือพันธมิตร อาจจะเป็นการซื้อสินค้าจากคู่แข่งเพื่อมาศึกษาข้อมูลจากเขา หรืออาจจะเป็นการพบปะสนนาการค้าระหว่างกัน
2. จากการประชุม สัมนา การหาความรู้ข้อมูลจากการประชุม สัมนา จะเป็นการได้รับความรู้ทีหลากหลายเพราะ มีความคิดจากหลายคนในที่ประชุม จึงจะทำให้ได้ความรู้ที่หลากหลาย มีความคิดเห็นที่หลากหลาย ถือว่าเป็นวิธีการเก็บข้อมูลที่ดีอีกวิธีหนึ่งเลยทีเดียว นอกจากจะได้ความรู้แล้วเรายังจะได้มีความสัมพันธ์ในทางที่ดีกับผู้ร่วมประชุมที่ดีอีกด้วย ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
3. หนังสือพิมพ์ หนังสือ ปัจจุบันสื่อมีมากมายหลายทาง หนึ่งในนั้นคือสื่อหนังสือพิมพ์เป็นสื่อที่ถือว่ามีความรวดเร็วพอควร แต่เนื่องจากเป็นข่าวความรู้ที่มีความรวดเร็วในการเผยแพร่จึงอาจจะมีความผิดพลาดบ้าง ดังนั้นการรับข้อมูลข่าวสารทางหนังสือ หรือหนังสือพิมพ์นั้นเราควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนอีกทีนึง ว่าความรู้ข้อมูลอันไหนเป็นเรื่องจริงไม่จริง
4. สื่อทางอินเทอร์เนต การรับข้อมูลข่าวาสารทางอินเทอร์เนต เป็นการรับความรู้ที่เปิดกว้างมากเพราะในโลกอินเทอร์เนตมีทั้งเรื่องที่เป็นความจริงและเรื่องที่ปรุงแต่งขึ้นมา การรับข่าวสารทางอินเทอร์เนตก็ควรไตร่ตรองให้มาก และควรใช้สื่ออินเทอร์เนตให้ถูกทาง เพื่อจะได้รับข้อมูลจากอินเทอร์เนตที่มากมายและเป็นประโยชน์ อินเทอร์เนตถ้าใช้ให้ถูกวิธีก็จะมีประโยชน์กับคนเรามากมาย การค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เนตก็มีเทคนิคในการสืบค้นมากมาย ในที่นี่ไม่ได้ลงลึกในวิธีการค้นหา
อ้างอิง (1) : พรธิดา วิเชียรปัญญา.การจัดการความรู้ : พื้นฐานและการประยุกต์.กรุงเทพฯ :เอ็กซเปอร์เน็ท,2547.164 หน้า
(2) : ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช.การจัดการความรู้ ฉบับนักปฏิบัติ.กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ,2549.280 หน้า
(3) : Asian Productivity Organization. Knowledge Management.Hirakawa-cho Dai-ichi Seimei Bldg.2F 1-2-10,Hirakawa-cho,Chiyoda-ku Tokyo 102-0093,Japan.
วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554
สิ่งที่ได้รับจากบทความกลุ่มอื่นๆ
กลุ่มที่ 1 บทบาทของการจัดการความรู้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรม
ในบทความนี้พูดถึงการทำให้เกิดนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพในการจัดการความรู้ ซึ่งต้องมีการค้นคว้าให้เกิดขึ้นภายในอนาคตกาการจัดการความรู้จะเกิดขึ้นใน 3 ระดับ คือ ระดับบุคคล ระดับทีม และระดับองค์กร โดยสามารถแก้ปัญหาได้แบบองค์รวมผสมผสานความหลากหลายมุมมองคือ มุมมองทางกระบวนการ มุมมองทางวัฒนธรรม และมุมมองทางเทคโนโลยี โดยทั้งหมดจการจัดการความรู้จะเกิดขึ้นใน 3 ระดับ คือ ระดับบุคคลล ระดับทีม และระดับองค์กร โดยสามารถแก้ปัญหาได้แบบองค์รวมผสมผสานความหลากหลายมุมมองคือ มุมมองทางกระบวนการ มุมมองทางวัฒนธรรม และมุมมองทางเทคโนโลยี โดยทั้งหมดจะมีสัดส่วนที่เท่ากันะมีสัดส่วนที่เท่ากัน
กลุ่มที่ 2 การสร้างคุณค่าผ่านรายได้ของลูกค้า
บทนี้กล่าวถึงรูปแบบที่จะช่วยให้เงินทุนของลูกค้านั้นที่จะรวมอยู่ในทุนมนุษย์ของ บริษัท ในการออกไปฝึกที่ไม่ได้ตอนนี้ ความรู้ของ บริษัท ลูกค้าและการนี้จะเพิ่มศักยภาพสำหรับรายได้มากขึ้น บริษัท ที่ได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าด้านไอทีฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สามารถให้ บริการลูกค้าประจำสนใจกับโอกาสในการเข้าวงในของ บริษัท ที่มีความรู้และเสนอความคิดสร้างสรรค์ทำให้เกิดคำถามและคำตอบของแบบสอบถาม ให้กับลูกค้าอื่น ๆ ของบทนี้จะเรียกว่าลูกค้ารายได้จากการได้มา สถาปัตยกรรมที่สำคัญ บริษัท จำเป็นต่อการดำเนินการ CDR จะมีการอธิบายและกรณีศึกษาการใช้วิธีการที่คล้ายกันจะถูกนำเสนอในการยืมการ
กลุ่มที่ 4 ความสัมพันธ์ของการจัดการความรู้และนวัตกรรม
ในบทความนี้พูดถึงการทำให้เกิดนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพในการจัดการความรู้ ซึ่งต้องมีการค้นคว้าให้เกิดขึ้นภายในอนาคตกาการจัดการความรู้จะเกิดขึ้นใน 3 ระดับ คือ ระดับบุคคล ระดับทีม และระดับองค์กร โดยสามารถแก้ปัญหาได้แบบองค์รวมผสมผสานความหลากหลายมุมมองคือ มุมมองทางกระบวนการ มุมมองทางวัฒนธรรม และมุมมองทางเทคโนโลยี โดยทั้งหมดจการจัดการความรู้จะเกิดขึ้นใน 3 ระดับ คือ ระดับบุคคลล ระดับทีม และระดับองค์กร โดยสามารถแก้ปัญหาได้แบบองค์รวมผสมผสานความหลากหลายมุมมองคือ มุมมองทางกระบวนการ มุมมองทางวัฒนธรรม และมุมมองทางเทคโนโลยี โดยทั้งหมดจะมีสัดส่วนที่เท่ากันะมีสัดส่วนที่เท่ากัน
กลุ่มที่ 2 การสร้างคุณค่าผ่านรายได้ของลูกค้า
บทนี้กล่าวถึงรูปแบบที่จะช่วยให้เงินทุนของลูกค้านั้นที่จะรวมอยู่ในทุนมนุษย์ของ บริษัท ในการออกไปฝึกที่ไม่ได้ตอนนี้ ความรู้ของ บริษัท ลูกค้าและการนี้จะเพิ่มศักยภาพสำหรับรายได้มากขึ้น บริษัท ที่ได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าด้านไอทีฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สามารถให้ บริการลูกค้าประจำสนใจกับโอกาสในการเข้าวงในของ บริษัท ที่มีความรู้และเสนอความคิดสร้างสรรค์ทำให้เกิดคำถามและคำตอบของแบบสอบถาม ให้กับลูกค้าอื่น ๆ ของบทนี้จะเรียกว่าลูกค้ารายได้จากการได้มา สถาปัตยกรรมที่สำคัญ บริษัท จำเป็นต่อการดำเนินการ CDR จะมีการอธิบายและกรณีศึกษาการใช้วิธีการที่คล้ายกันจะถูกนำเสนอในการยืมการ
กลุ่มที่ 4 ความสัมพันธ์ของการจัดการความรู้และนวัตกรรม
บทควานี้กล่าว ถึงความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการความรู้และนวัตกรรม ในการพัฒนาองค์กรเพื่อสร้างคุณภาพนวัตกรรมและการจัดการความรู้ขององค์กร ธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และการจัดการความรู้ถูกนำมาเป็นกิจกรรมที่ผ่านมาที่มีการ Harnessed เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในกระบวนการนวัตกรรม
วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554
KM Model
KM Model
SECI Model
SECI Model เป็นกระบวนการในการสร้างความรู้ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่าง ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวบุคคล (Tacit Knowledge) ที่ประกอบด้วย 4 กระบวนการ คือ- S = Socialization คือ การสร้างความรู้ด้วยการแบ่งปันประสบการณ์โดยการพบปะสมาคม และพูดคุยกับผู้อื่น ซึ่งจะเป็นการถ่ายทอด แบ่งปัน ความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคลไปให้ผู้อื่น
- E = Externalization คือ การนำความรู้ในตัวบุคคลที่ได้นำมาพูดคุยกันถ่ายทอดออกมาให้
เป็นสิ่งที่จับต้องได้หรือเป็นลายลักษณ์อักษร - C = Combination คือ การผสมผสานความรู้ที่ชัดแจ้งมารวมกัน และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ
เพื่อให้สามารถนำความรู้นั้นไปใช้ในทางปฏิบัติได้ - I = Internalization คือ การนำความรู้ที่ได้มาใหม่ไปใช้ปฏิบัติหรือลงมือทำจริง ๆโดยการฝึกคิด ฝึกแก้ปัญหา จนกลายเป็นความรู้และปรับปรุงตนเอง
- Tacit Knowledge คือ ความรู้ที่ได้มาจากประสบการณ์และไม่สามารถบรรยายเป็นถ้อยคำ ถ้อยความ หรือสูตรได้ และขึ้นอยู่กับความเชื่อ รวมทั้งทักษะเชิงวิชาการของบุคคลที่จะ กลั่นกรองความรู้ ความรู้ชนิดนี้สามารถพัฒนาและแบ่งปันกันได้ และเป็นความรู้ที่จะทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน
- Explicit Knowledge คือ ความรู้ที่เป็นเหตุและผลที่สามารถจะบรรยาย/ถอดความ ออกมาได้ในรูปของทฏษฎี การแก้ไขปัญหา คู่มือ และฐานข้อมูล (ทุกคนสามารถเข้าถึง/ซื้อได้)
อ้างอิง : สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ ม.มหิดล . SECI Model : หัวใจของ KM . [ออนไลน์], 2009. เข้าถึงได้จาก: http://www.il.mahidol.ac.th/km/index.php/about-km/5-article-from-external/2-seci-model.html. [5 เมษายน 2554]
KM Tools : เครื่องมือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
KM Tools
ในการจัดการความ รู้ มีองค์ประกอบที่หลากหลาย แล้วแต่ทฤษฎีหรือตัวแบบ แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากและขาดไม่ได้คือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge sharing) ซึ่งสามารถทำได้หลายรูปแบบทั้งเวทีจริง (F2F)และเวทีเสมือน (B2B) ในเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เราสามารถใช้รูปแบบหรือกระบวนการได้หลายรูปแบบ เช่น
1. ชุมชนนักปฏิบัติ Community of practice : Co P เป็นการจัดกลุ่มคุณกิจที่ทำเรื่องเดียวกัน มารวมตัวกันด้วยเรื่องที่สนใจเรื่องเดียวกัน (Domain) มาพบปะกันสม่ำเสมอ (Community) และมาพัมนาวิธีการทำงานในเรื่องนั้นๆให้ดีขึ้น (Best practice)
2. การศึกษาดูงาน (Study tour) หรือ สุนทรียทัศนา เป็นการขอไปเรียนลัดจากประสบการณ์ของผู้อื่นโดยเข้าไปดูสถานที่จริง การปฏิบัติจริงๆของเขา หรืออาจใช้ในหน่วยงานตนเองโดยการให้เพื่อนที่ทำดีๆสาธิตหรือทำเป้นตัวอย่าง ให้เราดู ให้เราเรียนรู้ก็ได้
3. การทบทวนหลังปฏิบัติการหรือการถอดบทเรียน : After action review (AAR) เมื่อทำงานเรื่องใดเรื่องหนึ่งเสร็จแล้ว ก็มีการมานั่งทบทวนร่วมกันผ่านทางการเขียนและการพูด ด้วยการตอบคำถามง่ายๆว่า วันนี้ที่ทำนี่เพื่ออะไรหรืออยากได้อะไร ทำแล้วได้ตามที่คาดหวังไว้ไหม ทำไมถึงได้มากกว่าหรือน้อยกว่า ได้อะไรดีๆเพิ่มขึ้นมาบ้างและถ้าจะทำแบบนี้อีกควรปรับปรุงอย่างไร ในระยะหลังมีคนคิดการทบทวนก่อนปฏิบัติ (Before action review : BAR)ขึ้นมาใช้และการทบทวนขณะปฏิบัติ (During action review : DAR)
4. การเรียนรู้ร่วมกันหลังงานสำเร็จ : Retrospect เป็น กิจกรรมที่ทีมทำงานสำเร็จไปแล้วระยะหนึ่ง ก็นัดเจอกันเพื่อทบทวนย้อนหลังงานนั้นๆ เช่นทบทวนการดูแลผู้ป่วย การสัมนาผู้ป่วย เป็นต้น
5. เรื่องเล่าเร้าพลัง : Springboard Storytelling เป็นการถอดความรู้ฝังลึกโดยการมอบหมายให้ผู้ที่มีผลงานดีหรือมีวิธีการทำงาน ที่ดี มาเล่าให้คนอื่นๆฟังว่าทำอย่างไร คนเล่าจะต้องเล่าให้สนุก น่าฟัง เร้าใจ เล่าให้เห็นการปฏิบัติ เห็นบุคคล ตัวละครในเหตุการณ์ ใช้ภาษาเชิงปฏิบัติจริง เล่าสิ่งที่ตนเองทำจริงๆกับมือ ไม่ปรุงแต่ง ใส่สีตีไข่ เล่าเหมือนเล่านิทานเด็กฟัง
6. การค้นหาสิ่งดีๆรอบๆตัว : Appreciative Inquiring หรือสุนทรียสาธก เป็นการมองเชิงบวก พยายามค้นหาสิ่งดีๆ ความสุข คำชื่นชม ความดีงามที่อยู่ในตัวคน ในองค์การ ในการทำงานหรือนวัตกรรมต่างๆเพื่อนำมาเผยแพร่ให้คนอื่นๆได้ทราบ
7. เวทีเสวนา : Dialogue หรือสุนทรียสนทนา เป็นจัด กลุ่มพูดคุยกันเพื่อเอาสิ่งดีๆที่แต่ละคนมีอยู่ในตัวเองหรือในการปฏิบัติออก มา โดยไม่ขีดวงที่ชัดเจนมากเกินไป มีเพียงการกำหนดประเด็นกว้างๆในเรื่องที่จะสนทนากัน ไม่รู้คำตอบสุดท้ายว่าคืออะไร ไม่กำหนดเวลาสนทนาของแต่ละคน เปิดกว้างด้านเวลา สถานที่ บุคคลและเปิดกว้างทางใจของทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมกัน บรรยากาศสบายๆ บรรยากาศเชิงบวก พูดเรื่องเก่า ท้าวความหลังที่ดีๆ พูดถึงสิ่งที่ทำจริงๆในอดีต ไม่ใช่ความคิดเห็นที่จะทำในอนาคต ลักษณะสำคัญของการเข้ากลุ่มสุนทรียสนทนาในการจัดการความรู้จึงมีลักษณะสำคัญ 4 ประการคือพูดอย่างจริงใจ ฟังอย่างตั้งใจ ถามอย่างซาบซึ้งใจและจดอย่างเข้าใจใส่ใจ
8. เพื่อนช่วยเพื่อน : Peer Assist เชิญทีมอื่นมาแบ่งปันประสบการณ์ดีๆให้เรา มาแนะ มาสอน มาบอก มาเล่าให้เราได้ฟังเพื่อจะได้นำไปประยุกต์ใช้ในหน่วยงานเรา
9. Action Learning การเรียนรู้โดยการปฏิบัติ เป็นการรวมกลุ่มกันของผู้ปฏิบัติเพื่อจะแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่ง โดยการวิเคราะห์สาเหตุ วิเคราะห์ทางเลือก เลือกทางเลือกที่เหมาะสมแล้วนำไปปฏิบัติ พร้อมทั้งติดตามประเมินผลเพื่อปรับให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในภาษานักคุณภาพเขาเรียกทำ CQI Story
10. Benchmarking มาตรฐานเปรียบเทียบ เป็นการตกลงกันเองในกลุ่มผู้ปฏิบัติอาจเป้นระดับบุคคล งาน แผนก ฝ่าย กลุ่มงานหรือองค์การก็ได้ กำหนดประเด็นร่วมกันแล้วนำมาเปรียบเทียบกันเพื่อร่วมมือกันในการยกระดับงาน ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เปรียบเทียบเพื่อแข่งขันเอารางวัลกัน แต่เปรียบเทียบเพื่อเรียนรู้ร่วมกัน ในการเปรียบเทียบมาตรฐานปฏิบัติมี 2 แบบคือ Process Benchmarking และ Result Benchmarking เครื่องมือที่นำหลักการเปรียเบทียบมาตรฐานปฏิบัติมาใช้คือเครื่องมือชุดธาร ปัญญา
11. Coaching การสอนงาน เป็นการขับเคลื่อนความรู้ข้ามบุคคลที่ง่ายและใกล้ตัวคนทำงานมากที่สุด ให้ผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่าหรือรุ่นพี่ที่มีผลงานดี มาแนะนำ สอน ให้คนที่มาใหม่หรือคนที่มีผลงานไม่ดีได้เรียนรู้ปรับปรุงวิธีการทำงาน มักใช้ในกลุ่มผู้ปฏิบัติหรืองานระดับปฏิบัติการ
12. Mentoring การเป็นพี่เลี้ยง เป็นการให้คนทำงานที่อยู่คนละฝ่ายหรือกลุ่มงานหรือแผนกหรือแผนกเดียวกันก็ ได้ มาช่วยแนะนำวิธีการทำงาน ช่วยเหลือสนับสนุน คอยให้คำปรึกษาชี้แนะ มักใช้ในการเรียนรู้ในกลุ่มผู้บริหารหรือผู้ที่จะก้าวไปเป็นผู้บริหาร
13. Portfolio แฟ้มงานเพื่อการพัฒนา เป็นการบันทึกผลงานดีๆ นวัตกรรมในการทำงาน คำชื่นชม ความภาคภูมิใจทั้งระดับบุคคล ระดับแผนกหรือระดับองค์การ เรียกอีกอย่างว่าบัญชีความสุข
14. บทเรียนจากความผิดพลาด : Lesson Learned ผมมักเรียกกิจกรรมนี้ว่า ผิดเป็นครู ในทางการแพทย์มักจะมีการทำอยู่บ่อยๆเพื่อลดความผิดพลาดในการรักษาผู้ป่วย ที่เรียกว่า Dead case conference ในการทำกิจกรรมผิดเป็นครูนี้ ถ้าเริ่มทำKMใหม่ๆ ไม่แนะนำให้ใช้ เพราะคนยังไม่มีความสัมพันธ์กันดีพอ ยังไม่เปิดใจเข้าหากัน อาจเป็นบ่อเกิดของการโทษกันหรือทะเลาะกินใจกันได้ กิจกรรมผืดเป็นครูที่ดี ควรเป็นคนที่ทำผิดพลาดหรือทำงานไม่สำเร็จ เป็นผู้ที่นำเอาความผิดพลาดนั้นมาเล่าให้คนอื่นๆฟังอย่างเต็มใจ เล่าให้เห็นวิธีการ เหมือนทำเรื่องเล่าเร้าพลัง เล่าโดยไม่พยายามปกป้องตนเอง คนฟังก็ต้องฟังอย่างเข้าใจ เห้นใจ ไม่ตำหนิ ไม่ว่ากล่าวโทษ ไม่หาผู้กระทำผิด แต่เป็นการเรียนรู้จากเหตุการณ์เพื่อหาสาเหตุของความผิดพลาด จะได้วางระบบเพื่อป้องกันความผิดพลาดนั้นๆ ไม่ให้คนอื่นๆผิดพลาดซ้ำอีก ในการทำคุณภาพจะมีการทำการบริหารความเสี่ยง (Risk management : RM) ก็เป็นไปตามหลักการนี้ กิจกรรมผิดเป็นครูนี้ ดีมากสำหรับการเรียนรู้ของตนเอง เพราะถ้าเราเรียนรู้แบบผิดเป็นครู ก็จะไม่เกิดสภาพที่ว่า ผิดเป็นกู(ทุกที)
จะเห็นได้ว่า เครื่องมือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มีอยู่มากมาย เราต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับเวที บุคคล สถานที่ เหตุการณ์ ก็จะส่งผลประโยชน์ที่แท้จริงในการแลกเปลี่ยนได้ เรียกว่า งานได้ผล คนสุขใจ ไปได้พร้อมๆกัน
อ้างอิง : Dr. Phichet Banyati . KM Tools : เครื่องมือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ . [ออนไลน์], [ม.ป.ป.]. เข้าถึงได้จาก: http://gotoknow.org/blog/practicallykm/119306. [5 เมษายน 2554]
สิ่งที่ได้รับจากบทความ
Making Knowledge Management System an Effective Tool for Learning and Training
การจัดการความรู้ เป็นการจัดการคนให้สามารถนำความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการจัดการความรู้ยังเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่สำคัญมากที่สุดในการกำหนดความสำเร็จขององค์กรดังนั้นเมื่อต้องการที่จะให้องค์กรประสบความสำเร็จในการใช้ระบบการจัดการความรู้นั้น นอกจากที่เราจะต้องสนับสนุนให้ผู้ใช้คิดอย่างมีเหตุผล รู้จักวิธีการแก้ปัญหาแล้วนั้น เราต้องคำนึงถึงปัจจัยหลักๆ 6 ปัจจัย ดังนี้
1.สื่อที่หลากหลายแง่มุม คือการจัดทำระบบการจัดการความรู้นั้นต้องอาศัยสื่อเป็นตัวกลางในการสื่อสาร ดังนั้นเพื่อการที่จะสื่อสารได้ง่ายนั้นควรที่จะมีสื่อที่หลากหลายประเภทรวมเข้าด้วยกัน
2.ความซับซ้อน เนื้อหา ที่ซับซ้อนเป็นคุณสมบัติพิเศษที่ต้องการความรู้ ความเข้าใจ เป็นอย่างมาก เพื่อนำไปสู่บริบทแห่งการโน้มน้าว ดังนั้นการพัฒนาต้องการความเข้าใจและทักษะต่างๆที่จะทำให้การเรียนรู้สภาพ แวดล้อมภายในดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะส่งเสริมให้ใช้ระบบการจัดการความรู้
3.การควบคุมผู้ใช้ ในระบบการจัดการความรู้ต้อง มีการกำหนดตัวเลือกที่จะ เร่งให้เร็วขึ้นหรือช้าลง และหยุดหรือทำซ้ำ ในเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเห็นทางเลือกและสิ่งผิดปกติในเหตุการณ์ได้
4.การสนับสนุนออนไลน์ ระบบการจัดการความรู้สิ่ง ที่เป็นประโยชน์ในการสนับสนุนเวลาในการสอน และเวลาในการจัดสร้างการเกริ่นนำ การบอกใบ้ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ผ่านปัญหาได้ในยามจำเป็น
5.เครื่องมือที่ช่วยในการเข้าถึง เป็นเครื่องมือที่ใช้ช่วยในการทำงาน สามารถช่วยให้คนทำงานเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
6.ข้อคิดเห็นหรือความคิดเห็นต่างๆ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)


